สวัสดีอีกครั้งครับทุกท่าน ช่วงนี้เพิ่งซื้อ Windows 8 Pro มาใหม่เลยกำลังเห่อ ๆ อยู่ ซึ่งตัวผมนั้นเห็นว่า windows ตัวนี้เป็นพัฒนาการที่ดีมาก ๆ เลย แต่เสียอยู่ไม่กี่อย่าง โดยเฉพาะการที่เราจะต้องมานั่งเรียนรู้การใช้งานเมนูใหม่ ๆ พวกนี้ ซึ่งถ้าใช้ได้คล่องแล้วผมว่ามันรวดเร็วและสะดวกมาก ๆ ครับ
 
 
ในวันนี้ผมเลยจะมาแนะนำ Windows combination hotkey และ Multi-Touch gesture ที่น่าใช้ใน Windows 8 กัน เหตุมาจากผมเห็นหลาย ๆ คนนั้นมีปัญหาในการใช้งาน Metro UI + Desktop บน Windows 8 อยู่ค่อนข้างมาก และบางครั้งการใช้ Control key combination (เช่น Ctrl+C, Ctrl+A) นั้นอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานที่ลื่นไหลนี้ เลยเอามาบอกกันครับ เอาล่ะเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า
 
เริ่มกันด้วยของใหม่บน Windows 8:
Win + Space = เปลี่ยนภาษาคีย์บอร์ด (สะดวกมากสำหรับคนใช้ OS X ควบคู่ Windows)
Win + X = เปิดเมนู Advanced System Function (เมนู shortcut ของพวก Control panel, Task Mgr, etc.)
Win + Z = เปิด Option Tab ของ App นั้น ๆ (ให้ผลเหมือนคลิกขวาและเอานิ้วลากจากขอบจอบนใน Metro App)
Win + L = Lock Screen (เหมือนกดปุ่มล็อคหน้าจอบน Smart Phone / Tablet)
Win + Tab = Metro Flip (อันนี้ผมตั้งชื่อเอง ;P ให้ผลเหมือนกับเอาเมาส์ไปวางไว้ตรงขอบจอด้านซ้าย)
Win + C = เปิด Charms (ให้ผลเหมือนเอาเมาส์ไปวางไว้ตรงขอบขวาของจอ) 
 
Win + Q = Quick Search ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ App ที่เราใช้อยู่ (เช่นถ้าอยู่ใน IE ก็จะ Search Bing ให้)
Win + W = Quick Search ทุกอย่างที่่อยู่ใน Control Panel
Win + F = Quick Search ไฟล์ทุกอย่างที่อยู่ในไดรฟ์หลักของเรา (ไดรฟ์ที่ลง Windows)
Win + H = Quick Share Tab (เช่นอยู่ใน IE ก็จะสามารถแชร์ลิงก์ของเพจนั้้นบน Twitter, Mail ได้เป็นต้น)
Win + I = เปิด Quick Setting Tab ขึ้นมา (ให้ผลลัพธ์เดียวกับการเอาเมาส์ลากไปขอบจอ แล้วเปิด Settings)
 
 
ของเก่าใช้ประจำ:
Win + E = เปิดหน้าต่าง Windows Explorer ใหม่
Win + R = เปิดหน้าต่าง Run...
Win + D = Show Desktop
Win + M = Minimize all windows - พับทุกอย่างที่อยู่บน Desktop ลง
Win + Shift + M = แสดงทุกอย่างที่เรา Minimized ไป

 

ของเก่าที่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้นัก:
Win + P = เลือกโหมดการแสดงผลของหน้าจอที่สอง (เหมาะสำหรับตอนต่อโปรเจคเตอร์ Presentation)
Win + B = กระโดดไปที่โปรแกรมล่าสุดที่แสดงใน Notification Bar 
Win + "+" = เปิด Magnifier Tool พร้อมทำการซูมหน้าจอ 200%
Win + "-" = ซูมหน้าจอออกมา 100% หาก Magnifier Tool เปิดอยู่
Win + ESC = ปิด Magnifier Tool
Win + T = Quick Look บน Taskbar
Win + G = เปิด Ease of Access Center
Win + Pause/Break = เปิด System Properties (เหมือนกับไปที่ Control Panel -> System)
 
 
Windows 8 Tips:
แถมด้วยวิธีการเปิด Shut down menu อย่างรวดเร็ว สไตล์ผมเอง :D
- กด Win + M เพื่อพับทุกอย่างลงไป
- กด Alt + F4 เพื่อเปิด Shutdown menu
- กด Enter เพื่อ Shutdown
 
 
 
Multi-Touch Trackpad Gesture
อันนี้จริง ๆ ก็ไม่น่าใช่ของใหม่อะไรนะครับ แต่เห็นว่าโน๊ตบุ๊คสมัยนี้ใช้ trackpad แบบ multi-touch แล้ว เจ้า Windows 8 นี่ก็รองรับได้ดีกว่า Windows 7 เยอะเลยครับ เกือบใกล้เคียงกับ OS X แต่ยังไม่เฉียบคมและไวเท่า อันนี้ผมใช้คีย์บอร์ด Razer DeathStalker ซึ่งใช้ trackpad ของ Synaptics เหมือนกับโน๊ตบุ๊คทั่วไปใช้กันครับ :D
 
 
เรียก Charms - สามารถทำได้โดยการลากนิ้วจากขอบขวาเข้ามาครับ (ให้ผลเหมือนกับเอาเมาส์ไปวางไว้บนขอบจอขวา)
 
 
 
เรียก Quick menu - หากลากจากขอบบนสุดลงมา ก็จะเป็นการเรียก Quick menu ครับ (ให้ผลเหมือนกับการคลิกขวาใน Metro App)
 
 
 
 
App Switching - หากลากจากขอบซ้ายสุดของ trackpad เข้ามาจะเป็นการเลื่อนระหว่าง Metro App ที่เปิดอยู่ครับ
 
 
 
 
2 fingers scrolling - สามารถทำได้โดยการเอานิ้วสองนิ้ววางขนานกัน แล้วเลื่อนไปในทางใดก็ได้ครับ จะเป็นการเลื่อนหน้าเว็บเหมือนกับเรากดปุ่มกลางของเมาส์ค้างไว้แล้วเลื่อนเมาส์ครับ
 
 
 
 
3 fingers gesture - หากใช้ 3 นิ้ววางขนานกันแล้วเลื่อนไปทางซ้ายหรือทางขวา ก็จะให้ผลเหมือนกับการกดปุ่ม Back / Forward ครับ คือเป็นการไปเพจก่อนหน้า หรือเพจถัดไปนั่นเอง
 
 
 
 
การ Zoom ภาพหรือหน้าเว็บ - สามารถทำได้โดยการจีบนิ้วแล้วก็ค่อย ๆ ขยายออกมาครับ
 
 
 
 
การหมุนภาพ หรือ Rotate - สามารถทำได้โดยการวางนิ้วโป้งและนิ้วชี้ให้ห่างกันพอประมาณแล้วหมุนครับ
 
 
 
อาห์~ ... ก็จบกันไปอีก entry เช่นเคยครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ :3
สวัสดีอีกครั้งครับทุกท่าน ช่วงที่ผ่านมานี้เห็นหลาย ๆ คนนั้นมีปัญหากับ Wireless Router (WRT) ของตัวเองกันเหลือเกิน บางคนก็มีงบประมาณที่จำกัด แต่ก็ยังอยากได้ของที่ดีมีฟีเจอร์เยอะ ๆ และเสถียร ไม่ต้องทำอะไรกับมันมาก ครั้งนี้ผมก็เลยมาสอนวิธีการติดตั้ง Custom Firmware (CFW) ให้กับ WRT บ้าน ๆ ราคาไม่กี่พันบาท ให้มันมีฟีเจอร์ใกล้เคียงกับ WRT ราคาแพง ๆ กันครับ
 
 
 
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า CFW คืออะไร?
 
Custom Firmware ก็ตามมันเลยครับ มันคือ firmware (FW) ที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยกลุ่ม third-party (กลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้นนั้น ๆ) โดยการทำ CFW ขึ้นมานั้นมีจุดประสงค์คือ ทำให้ฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการติดตั้ง CFW (ในที่นี้คือ WRT) นั้นมีความสามารถมากกว่าฮาร์ดแวร์ที่ใช้ FW ปกติจากผู้ผลิตเอง, สามารถปรับแต่งฟังก์ชั่นการทำงานได้ยืดหยุ่นกว่ามาก และสามารถทำการอัพเดต เพื่อแก้ไขปัญหาได้บ่อย และทันท่วงทีมากกว่าด้วย
 
 
FYI: จุดกำเนิดของวงการ WRT-CFW เริ่มมาได้รับความนิยมจาก Router ยี่ห้อ Linksys รุ่น WRT54G ครับ
 
 
ทีนี้ CFW ของ WRT นั้นส่วนใหญ่จะเป็น linux-based และส่วนใหญ่จะฟรีครับ มีหลายโปรเจคด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น:
 
OpenWRT เป็น firmware project ที่ได้รับการเขียนใหม่ทั้งหมด โดยตอนนั้นทำขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสามารถให้ Linksys WRT54 และมีโปรเจคต่อยอดเยอะมาก และโปรเจคที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ DD-WRT นั่นเองครับ
 
HyperWRT เป็น firmware project ที่แต่เดิมทำขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับ Linksys WRT54G/GS โดยรูปแบบนั้นคล้ายกับ FW จากโรงงานมาก เพราะเป็นโปรเจคที่ทำต่อยอดมากจาก FW ดั้งเดิมนั่นเอง ... ในปัจจุบัน HyperWRT นั้นหยุดพัฒนาไปแล้ว โดยมีโปรเจคต่อยอดที่มีชื่อเสียงคือ Tomato และ TomatoUSB นั่นเองครับ
 
 
 
เอาล่ะ! เวิ่นเว้อกันมามากแล้ว เข้าเรื่องกันสักทีครับ กับวิธีการอัพเกรด WRT ให้เป็น CFW โดยผมจะนำเสนอวิธีในแบบของผมเอง โดยอัพผ่าน Browser อย่างเดียว ไม่ต้องผ่าน Firmware Restortation Utility ในบางยี่ห้อ บน Windows (เพราะผมใช้ Mac อย่างเดียว - -) โดย WRT บางรุ่นที่ต้องใช้วิธีการที่ยุ่งยากกว่านั้นในการติดตั้ง ผมขออนุญาติไม่อธิบายนะครับ เพราะบางทีมันเป็นวิธีการเฉพาะของมันเลย รบกวนให้ค้นคว้าศึกษาวิธีจากอินเตอร์เน็ตครับ
 
 
 
เตรียมตัวก่อนทำการ Flash
 
รายชื่ออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการอัพเกรดครั้งนี้:
- Windows PC / Mac
- Wireless Router ที่สนับสนุน
- สาย Ethernet (สาย LAN นั่นแหล่ะครับ)
 
 
1. ก่อนอื่นใดเลยนะครับ เช็คก่อนเลยว่า WRT ของเรานั้นเป็นของยี่ห้ออะไร รุ่นไหน โดยสามารถดูได้จากกล่อง หรือฉลากด้านล่างของ WRT ของเราครับ ดังรูป:
 
    
 
2. จากนั้นลองเข้าไปเช็คในเว็บ DD-WRT ในส่วนของ Router Database ครับ (http://www.dd-wrt.com/site/support/router-database) ว่า WRT ของเรานั้นรองรับหรือไม่ จากรูป WRT ของผมเป็นของ ASUS RT-N66U ซึ่งรองรับ DD-WRT (มีคำว่า yes ตรงช่อง Supported)
 
 
3. จากนั้นให้คลิกเข้าไปในบรรทัดที่เป็นชื่อรุ่นของเราครับ WRT ก็จะกลายเป็นหน้าจอนี้ โดยในหน้านี้จะระบุว่ามี FW ตัวไหนที่สามารถใช้กับ WRT ของเราได้บ้าง แต่โดยมากแล้วจะมี mini firmware มาให้เสมอครับ เพราะต้องใช้ในการ flash ครั้งแรก ก่อนที่จะลงตัวเต็มในครั้งถัดไป
 
 
*** หากเลือกที่จะใช้ DD-WRT หรือ WRT ของคุณไม่รองรับ Tomato firmware ก็ไม่ต้องอ่านวิธีการขั้นต่อไป ซึ่งเป็นการหา TomatoUSB firmware ให้ข้ามไปยังวิธี flash ได้เลย ***
 
 
4. วิธีการเลือก TomatoUSB firmware อาจจะยุ่งยากสักหน่อยนะครับ เพราะไม่มีหน้าเว็บแบบ DD-WRT แต่ข้อดีของ TomatoUSB คืออัพเดทบ่อยมาก, มีคนทำหลายคน แล้วแต่เราชอบเลย แล้วมันสามารถปรับอะไรได้ละเอียดกว่า DD-WRT ด้วย (ข้อเสียนิดหน่อยของ Tomato คือ UI ไม่สวยแบบ DD-WRT แลดู geek นิดนึง) ส่วนตัวผมชอบ TomatoUSB ของที่ทำโดยคุณ Shibby ครับ
 
วิธีการเลือก Tomato firmware ที่ทำโดยคุณ Shibby ก็ให้ไปดูเว็บนี้ครับ: http://tomato.groov.pl/?page_id=69
 
 
พอได้แล้วให้เข้าไปที่หน้า download เลย (http://tomato.groov.pl/?page_id=164) จากนั้น ให้เลือก Build ที่เข้ากันกับ WRT ของเราครับ (ในที่นี้คือ K26RT-N)
 
 
เสร็จแล้วให้เลือก build version ที่ต้องการครับ แนะนำให้เลือก build ที่ใหม่ที่สุด (นอกจากจะมีหมายเหตุระบุเอาไว้) ซึ่งในขณะที่ผมเขียน entry นี้ build version ที่ใหม่ที่สุดคือ build5x-100-EN ครับ ต่อไปก็ให้เลือกรุ่นของเราซึ่งของผมคือ ASUS RT-N66U (ส่วนรุ่นอื่นก็ตามนั้นเลย without USB ก็ใช้กับรุ่นที่ไม่มีพอร์ต USB ครับ) แล้วสุดท้ายก็เลือกรุ่นของ firmware ที่ต้องการครับ ซึ่งปกติผมจะเลือกตัว AIO เพราะมันรวมทุกฟีเจอร์เอาไว้แล้วครับ
 
 
 
 
..... ทีนี้เราก็มีทุกอย่างที่เราต้องการแล้วนะครับ ต่อไปเราก็จะมาพูดถึงการ Flash CFW ลงไปล่ะครับ
 
 
วิธีการ Flash Custom Firmware ลงไปใน Wireless Router
 
 
1. เอา WRT มาต่อกับ PC / Mac ของเราผ่านสาย LAN (ผมไม่แนะนำให้ทำแบบ Wireless นะครับ)
 
 
 
2. ใช้ Web Browser เข้าไป IP Adress ของ WRT เราครับ (ปกติจะเป็น 192.168.1.1) แนะนำให้ใช้ Internet Explorer (สำหรับผู้ใช้ Windows) หรือ Safari (สำหรับผู้ใช้ Mac OS X)
 
 
 
3. จากนั้นไปที่หน้า Firmware Upgrade ซึ่งมักจะอยู่ในส่วนของ Administrator ครัย
 
 
 
 
* 4. เลือก Browse แล้ว เลือกไฟล์ mini firmware แล้วเลือก Restore Default / Factory Setting ครับ
 
*** ไม่ควรใช้ไฟล์ full หรือ AIO ในการอัพเกรดโดยตรง และอย่าลืมเลือก Restore Factory Default ก่อนทำการกด Upgrade ครับ มิฉะนั้น WRT อาจจะ brick ได้ ***  
 
 
 
5. เช็คทุกอย่างว่าเรียบร้อยแล้ว กด Upgrade ครับ แล้วรอพักนึงให้มันอัพเกรดอะไรให้เรียบร้อย
 
 
 
6. เมื่อการ Flash ตัว mini firmware สำเร็จแล้ว จะได้หน้าแบบนี้ออกมาโดยอัตโนมัติครับ ถ้าไม่มาเองให้ใช้ URL ตามนี้ครับ --> http://192.168.1.1 จากนั้นให้ทำการตั้ง user/password อะไรก็ได้ง่าย ๆ เช่น admin/admin เป็นต้น เพราะใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แล้วกด OK ครับ
 
 
* 7.  ไปที่ส่วน Administrator แล้ว Firmware Upgrade เพื่อทำการอัพเกรด Firmware ตัวเต็มอีกครั้งครับ จากนั้นให้เลือกไฟล์ Firmware ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น DD-WRT Full หรือ TomatoUSB AIO ก็ตาม (ในรูปผมใช้ TomatoUSB) แล้วอย่าลืมเลือก Restore Default ด้วยครับ
 
*** แนะนำให้เลือก Restore Factory Default ก่อนทำการกด Upgrade ครับ มิฉะนั้น WRT อาจจะ brick ได้ ***
 
 
8. ให้เช็คทุกอย่างว่าเรียบร้อยแล้ว กด Upgrade ครับ แล้วรอให้อัพเสร็จเหมือนเคย
 
 
 
 
9. เมื่อเสร็จแล้ว ก็ให้ตั้ง user/pass ตามใจชอบเช่นกัน ส่วน TomatoUSB จะใช้ user/pass เป็น root/admin ครับ จากนั้นก็ทำการเซ็ตค่าตามใจชอบเลยครับ
 
หมายเหตุ: ถ้าใครที่ลง DD-WRT ตัวเต็ม แล้วอยากจะใช้ Tomato / TomatoUSB ก็สามารถ flash ลงไปได้เลยครับ โดยไม่จำเป็นต้อง flash ตัว mini แต่ก็อย่าลืม Restore to default ทุกครั้งที่ flash ข้ามชนิดด้วยนะครับ *
 
 
เอาล่ะ! ก็เสร็จไปอีกหนึ่ง Entry ฮ่า ๆ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับผม สำหรับ entry นี้ผมก็ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับผม :D

edit @ 1 Sep 2012 09:39:13 by YaKiZoBa

YaKiZoBa View my profile